มาโนชลุกขึ้นบนแท่น ยกไม้คนวงขึ้นสูงเหนือศีรษะ โคมไฟสีทองที่แขวนอยู่ข้างบนสั่นไหวเบา ๆ ออร์เคสต์ราเล็ก ๆ สี่สิบชิ้นตัวนั่งพร้อมรอ เสียงแรกของคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกของเขา กำลังจะเริ่มขึ้น เขากำไม้คนวงแน่นขึ้นอีกนิด
ทอมบ์คำราม ปีคโระกรีด เสียงสี่สิบชิ้นตัวกระแทกกันจนแสงโคมสั่น มาโนชลนไม้คนวงลง มันกระแทกแท่นหนังสือเพลงดัง "ติ๊ก" วินาทีต่อมา สี่สิบคู่สายตาหันมามองเขาพร้อมกัน เงียบสนิท
"เงียบ!" มาโนชชี้นิ้วลงทางเชลโล พวกมันครางต่ำลง มืดลง พื้นไม้เก่าของห้องสั่นเหมือนถูกดีดเหมือนสายพินองัน เขาไม่ยอมหยุด เขาต้องหยุดให้ทุกอย่างหยุด
เขากลับมาแกว่งไม้คนวง เร็วขึ้น เร็วกว่าเดิม แขนเสื้อเกี่ยวหัวไวโอลาจนเสียงทุกเส้นพันตัวเขาแน่น เขาแยกไม่ออกว่าโน้ตไหนเป็นเสียงไหน กลิ่นน้ำมันสนยังแสบทะลุจมูก เขายืนมือค้างกลางอากาศ
เขาปล่อยไม้คนวง มันกลิ้งช้า ๆ ผ่านพื้น ผ่านรองเท้าหนังดำที่รอยขีดข่วนของเขาเอง แล้วหยุดดัง "ป๊อก" เหนือเท้าเชลโล เขาหยุดเคลื่อนไหว ปล่อยให้แสงโคมไฟสีทองทอดลงว่างเปล่า
เขาปิดตา ฟัง: ด้ายเงินบาง ๆ ของไวโอลิน เสียง "ตุ๊ก-ตุ๊ก" เบา ๆ ของกลอง อุ่น ๆ ของเปียโนเหมือนถ่านอุ่นในหน้าหนาว แต่ละเสียงเป็นเพลงเล็ก ๆ ของตัวเอง ไม่มีเสียงไหนหายไปเลย
มาโนchkก้มลง หยิบไม้คนวงขึ้น แนบหูเหมือนโทรศัพท์ไม้เล็ก ๆ "ไวโอลินก่อน" เขากระซิบ ผู้นำไวโอลินเอียงหัว ดึงคันชัก เส้นเสียงใสตัดความเงียบ
เขากลับหน้าหาฟลูติสต์ นบหาคนตีกลอง ทีละชั้น ทุกเสียงเข้าแล้วรอเสียงก่อนหน้าจะนิ่ง โคมไฟสีทองเต้นช้า ๆ แนบกับจังหวะ สี่สิบเสียงกลับเป็นเสียงเดียว
คอร์ดสุดท้ายลอยเบา ใส แล้วบางลงจนเหลือแค่เสียง "ครืด" ของพื้นไม้เก่าที่ค่อย ๆ กลับเข้าที่ มาโนชวางไม้คนวงบนแท่น ถูรองเท้าหนังด้วยนิ้วให้เรียบ
เขาเอียงหน้าไปข้างหน้า ฟังความเงียบ ทุกเสียงยังดังก้อง พัวพันกัน หายใจเป็นลมหายใจยาวสายเดียว กลิ่นแล็กเกอร์อุ่นลอยอยู่ใต้แสงทอง ไม่มีใครปรบมือ ไม่จำเป็นต้องมี